เขมรดำ การเมือง กฎหมาย ชีวิต และคุณธรรม ขำขำ...

Monday, November 21, 2005

การล่มสลายของพฤติกรรมฮั้ว (Cartel Behavior) ค้าปลีกน้ำมันในไทย

ในช่วงระยะเวลายาวนานนับสิบปีผ่านมาทุกท่านที่ใช้พาหนะขับเคลื่อนด้วยสารปิโตรเคมีอย่างน้ำมันคงจะทราบกันดีถึงราคาน้ำมันที่ไม่ว่าไปสถานีน้ำมันใดก็สามารถวางใจได้ว่าราคาไม่ต่างกันแม้จะคนละยี่ห้อก็ตาม ตลาดค้าปลีกน้ำมันในไทยนั้นต่างร่วมใจกันค้าน้ำมันตามราคามาตรฐาน การปรับราคาก็มักจะปรับขึ้นหรือลงไปพร้อมกันทำให้แทบไม่เกิดการแข่งขันใดๆแบบIntra brand หรือภายในยี่ห้อเดียวกัน เช่น ปั้มเชลล์หากไม่ตั้งอยู่ใกล้กันมากเกินไปก็จะไม่เกิดการแข่งขันแม้จะมีเจ้าของปั้มคนละคนกัน จะมีก็แต่แบบ Inter Brand คือระหว่างยี่ห้อด้วยที่ตั้ง ภาพลักษณ์ และการบริการแต่ไม่มีการแข่งขันทางด้านราคา ทำให้ผู้บริโภคหลายท่านรู้สึกว่าเข้าปั้มไหนก็ไม่ต่างกันนักและปั้มน้ำมันทั้งหลายก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสุขสบายแม้จะห่างกันเพียง 1 คูหากั้นก็ตาม แม้จะมีหลายยี่ห้อแต่ก็ไม่อาจถือได้ว่าผู้บริโภคมีทางเลือกมากนักเพราะตลาดปราศจากความหลากหลายทางด้านราคาและผู้บริโภคเองก็จำต้องยอมรับเอาราคานั้น

พฤติกรรมดังกล่าวในต่างประเทศโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้นถือว่าเป็นพฤติกรรมต้องห้ามตามกฎหมายป้องกันการผูกขาด Antitrust Law เพราะเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า Cartel หรือฮั้วนั่นเอง ในสหรัฐพฤติกรรมดังกล่าวถูกห้ามโดยเด็ดขาดด้วยหลักความรับผิดเด็ดขาดหรือ Per se Rule กล่าวคือหากสามารถแสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีการกระทำอันเข้าลักษณะดังกล่าวแล้วย่อมถือว่ามีความผิดทันทีโดยไม่อาจนำสืบเหตุเพื่อแก้ต่างได้ เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยเสรีอย่างร้ายแรงและจะไม่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถแสวงหาสินค้าที่ราคาเหมาะสมที่สุดได้ ผู้ร่วมในการทำ Cartel ก็จะกอบโกยกำไรกันไปถ้วนหน้า แต่ทั้งนี้การทำ Cartel นั้นกลับมีจุดอ่อนอย่างมากกล่าวคือหากมีผู้ใดหักหลังผู้นั้นจะสามารถแย่งลูกค้าจากผู้ร่วมกระทำการรายอื่นได้อย่าง่ายดายและผลตอบแทนก็น่าสนใจกว่าการรวมตัวกันด้วย เพราะเหตุนี้การตกลงทำ Cartel จึงมีความเสี่ยงอย่างยิ่งทั้งทางกฎหมายและความเชื่อใจกันในกลุ่ม

หลายท่านอาจตั้งคำถามว่าหากเป็นเช่นนั้นแล้วเหตุใดการฮั้วน้ำมันถึงยังคงอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนก็ต้องบอกว่าธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในไทยมีปัจจัยต่างจากการค้าปลีกสินค้าอื่นๆ กล่าวคือลักษณะปั้มน้ำมันบ้านเรานั้นมีจำนวนมากและตั้งกันถี่มาก จนทุกยี่ห้อมีความเสี่ยงสูงหากปล่อยให้มีการแข่งขันทางราคาทุกยี่ห้อจะได้รับความเสียหายอย่างมาก อีกทั้งการฮั้วนั้นมีมาตั้งแต่กระบวนการก่อนถึงสถานีค้าปลีกน้ำมัน กล่าวคือ ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันราคาที่นำเข้าจึงไม่ต่างกันเพราะส่วนมากอาศัยราคาอิงตลาดสิงคโปร์หรือตลาดอื่น ผู้นำเข้าน้ำมันมีน้อยราย โรงกลั่นมีน้อยรายและส่วนมากถือหุ้นโดยบุคคลกลุ่มเดียวกัน (แม้Nomineeจะคนละคน) ราคาค่าการกลั่นจึงใกล้เคียงกันมาก เมื่อมาน้ำมันมาถึงแต่ละบริษัทก็เกิดการฮั้วราคากันเพื่อป้องกันการเกิดสงครามราคา หรือ Price War แล้วเอากำไรมาแข่งขันด้านการโฆษณาสร้าง Image ต่างๆ เพราะสงครามราคาที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทุกบริษัทแล้วทั้งบริษัทที่ shallow pocket และ deep pocket ต่างก็มีความเสี่ยงเพราะการแข่งขันไม่ได้แข่งเชิงคุณภาพ แต่แข่งที่ลักษณะของสถานีค้าปลีกในแต่ละทำเลพร้อมกับ Image ของยี่ห้อ อีกทั้งในลำดับต่อมายังมีการกำหนดราคาขายหรือ Price Restrictionด้วย จึงเป็นการที่ฮั้วกันทั้งแนวดิ่ง (Vertical) และแนวราบ (Horizontal) จึงจะเกิดเพียงการแข่งขันเชิงราคาด้วยของแถมเท่านั้น เมื่อระบบมาเช่นนี้โอกาสการแข่งขันทางราคาจึงมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือความอ่อนแอของกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยที่ถึงแม้มีพระราชบัญญัติมาคุ้มครองแต่ไม่มีผู้ใดนำมาใช้เพราะคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้านั้นขึ้นอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ จึงมักถูกปิดกั้นโดยกลุ่มธุรกิจที่อิงอำนาจการเมือง และผู้บริโภคของเรานั้นอ่อนแอและไม่ตื่นตัวเท่าที่ควรทั้งยังขาดแคลนความรู้ทางด้านกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอีกด้วย

แต่เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 เกิดอุบัติการณ์อย่างหนึ่งขึ้นมา กล่าวคือ ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ป.ต.ท. ลดราคาค้าปลีกน้ำมันลงแต่ผู้เดียว(ไม่ทราบว่าเกี่ยวกับการสร้างภาพการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือไม่) ต่อมาผู้ค้ารายอื่นก็พร้อมใจปรับราคาลงในวันถัดมา และปั้มบางจาก ปรับราคาลงเช่นกันโดยลดราคาเบนซิน แก๊ซโซฮอลล์ 91 ลงเป็นพิเศษเพื่อดึงกลุ่มรถญี่ปุ่น ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ในตลาดให้หันมาเติม แก๊ซโซฮอลล์ 91 ที่มีอยู่แต่ที่บางจากเจ้าเดียว แม้จะบอกว่าเพื่อชาติและสิ่งแวดล้อมแต่แท้จริงแล้วย่อมมีการแฝงนัยทางการค้า ข่าวนี้ไม่เพียงเป็นข่าวดีแค่ราคาน้ำมันปัจจุบัน แต่เป็นการบ่งบอกถึงภาวะการแข่งขันค้าปลีกน้ำมันที่ตึงเครียดมากขึ้นในยุคเศรษฐกิจน้ำมันแพงและอาจเกิดการแข่งขันทางราคาระหว่างยี่ห้อ (Inter brand) ในที่สุด หากเกิดภาวะดังกล่าวขึ้นราคาน้ำมันในตลาดค้าปลีกย่อมจะลดลงจนถึงขีดที่ได้กำไรต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ผลประโยชน์จากภาวะการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นผลดีต่อผู้บริโภค

แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากการแข่งขันดังกล่าวย่อมก่อความเสียหายแก่กลุ่มผู้ค้าปลีกน้ำมันอย่างรุนแรงจนอาจต้องปิดตัวลงจึงมีความเป็นไปได้ว่าภาวะสงครามราคาอาจจะไม่ดำเนินไปจนถึงที่สุดแต่จะลดลงจนอยู่ในระดับที่พอรับได้เท่านั้น จากนั้นจึงอาจเข้าสู่วัฐจักรเดิมๆ เว้นแต่ น้ำมันบางยี่ห้อจะสามารถหา แหล่งน้ำมันสำเร็จรูปใหม่ที่มีราคาถูกกว่าได้นอกจาก ป.ต.ท. ไทยออยล์ และโรงกลั่นภายในประเทศอื่นๆซึ่งต่างก็มีพฤติกรรมในลักษณะ Cartel ค่ากลั่น แต่ทั้งนี้กำแพงภาษีและค่าขนส่งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

ท้ายนี้ผู้เขียนเห็นว่าการลดราคาขายปลีกน้ำมันเฉพาะอย่าง เฉพาะยี่ห้อนั้นเป็นอาณัติสัญญาณที่ดี ถึงอนาคตการแข่งขันทางราคาค้าปลีกน้ำมันที่ผู้บริโภคจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์มีทางเลือกทางราคามากขึ้น กว่าภาวะฮั้วราคาขายอย่างปัจจุบัน

Tuesday, November 15, 2005

ตำนานขาว เอ็กซ์... ใครว่าสมัยนิยม

สมัยนี้โฆษณาสมัยนี้มีอะไรก็เน้นความขาวแถมยังแซวคนมีผิวสีเข้มประหนึ่งว่าจะเหยียดผิวซะงั้น ทุกท่านคงจะคิดว่าความขาวเป็นสมัยนิยม ไม่รู้จะเห่ออะไรกันผิวเข้มทรงโตโอ้โฮ...เซ้ก...ซี่... ทามมายไม่สนใจ แต่จริงๆแล้วลัทธินิยมความขาว(ผมว่ามันลัทธินะเพราะนิยมกันอย่างคล้องจองมานานแถมยังยังเหยียดอะไรดำๆอีก) มันมีมานานแสนนานกาเลแล้วครับ
เมื่อวันก่อนผมไปพบวลีจีนวลีหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ ทำให้ผมนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ วลีดังกล่าวว่าไว้ว่า “เพียงแค่มีความขาวก็กลบเอาความอัปลักษณ์ทั้งหลายลงสิ้น” มันมีจริงๆนะครับวลีนี้ นอนยันแบบคอนเฟิร์มชัวร์เลย นี่แสดงว่าจีนโบราณนั้นก็เน้นขาว สวย หมวย เอ็กซ์ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะอะไร ก็ต้องย้อนไปดูถึงอดีต ท่านที่เป็นชาวจีนโบราณคงรู้จักประเพณีที่เรียกว่าการ “มัดเท้า” การมัดเท้าจะทำให้เท้างอเล็กไม่ใหญ่ไม่บาน (อย่างอื่นใหญ่หรือเปล่าไม่ทราบ) เนื่องจากคนที่ลำบากเดินมาก ทำงานหนัก เท้าจะใหญ่และบานดังนั้นการที่เท้าเล็กจึงสื่อให้เห็นว่าเป็นลูกผู้ดี ในอดีตลูกหัวหน้าเผ่าที่มีอำนาจมักไม่ค่อยทำงานหนักหรือโดนแดด ตัวก็จะขาว เท้าก็จะเล็ก นัยเดียวกันครับ คนเรามักปราถนาคนที่ดูสะอาดสะอ้าน ของใหม่ และแน่นอนของดีที่ช่วยยกภาวะของตน(ทำไมคุณอยากใส่โรเล็กซ์หรือปาเต็กฟิลลิปป์ คงไม่ใช่เพราะมันเดินตรงกว่าไซโก้กระมังครับ) ความคิดและวิสัยดังกล่าวมันส่งผ่านและตกทอดมาเหมือนลำดับในฝูงสัตว์แหละครับ(เราก็เป็นสัตว์โลกอย่างหนึ่ง) กลับมาเรื่องเดิมดีกว่า ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ยุคโบร้านโบราณบานฉ่ำของจีนเค้าสาวๆขาวอวบก็ยังฮิตฮอตไม่ใช่เล่น
มีคนทักผมว่าแล้วเหตุใดคนฝรั่งมันถึงชอบไอ้ที่ว่าดำดีสีไม่ตกล่ะขรั่บ อันนี้เนี่ยผมต้องขอประทานกราบเรียนทุกท่านไว้ก่อนว่า สมัยโบร่ำ เรอเนซองส์ เนี่ยเขาก็ไม่เอากันหรอกนะฮะไอ้ที่ดำๆแดงๆ (ผิวตัวผู้หญิงนะครับไม่ใช่สีอวัยวะบางส่วน อิ อิ) มันเป็นสัญลักษณ์ของชาวนาครับ ทำงานตากแดดกรำฝน ฮึ้ย... ไม่รัญจวญชวนฝันเอาซ้าเล้ย จนถึงขนาดว่าเพื่อไม่ให้ตัวดูเหมือนไพร่หรือทาส พวกผู้ดีตีนแดงต่างก็นิยมใช้ ไวท์เทนนิงโลชั่นกันอย่างแรงเลยทีเดียวล่ะ แอ่ะ! ชักเหมือนยุคเราใช่ม้า... มันใช้กันจริงๆ ถึงขนาดเข้าไประบาดถึงในวังของราชวงศ์อังกฤษเลยทีเดียว ซึ่งช่างแต่งหน้าและหมอยาในวังต่างก็แนะนำให้พระนางวิคตอเรียใช้สารบิวด์ขาวอย่างหนึ่งเพื่อให้ดูซีดขาวเผือดเลือดหายจาง(แต่ทำไมไม่หายหน้าเลือดขูดรีด) นั่นคือ สารปรอท ครับ ไม่ผิดแน่นอนครับ สารปรอท มันทำให้ดูขาวซีดยังกะศพไม่มีเลือดเลย พิสูจน์ได้จากการที่ครีมไวท์เทนนิ่งราคาถูกขายตามงานวัดของบ้านเรามักมีการผสมสารปรอทเพื่อเร่งขาว จนกระทรวงสาธารณสุขออกมากวดขันไงครับ ยิ่งใช้ยิ่งขาว เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้ดี และมันก็จะดูดีดึง(ให้มา)ดูดผู้ชายไงครับ
ต่อมาประเทศของไอ้ฝรั่งมังค่ามันเริ่มพัฒนามีการทำงานออฟฟิศนั่งโต๊ะกันทั่วไป พวกมนุษย์เงินเดือนแม้จะมีเงินและไม่ใช่กรรมาชีพแต่ก็มีมากและไอ้พวกเนี้ยมันไม่เจอแดดมันก็ขาวหนักเลยซิครับ จั๊กกะแร้ไฟฉายกันทุกคน มันเกร่อ กลายเป็นว่าพวกไพร่เนี่ยมันขาว พวกคนรวยหรือลูกผู้ดีมีกะตังค์ ก็มักจะหนีหนาวไปเที่ยวทะเล ฮาวาย เกาะมัลดีฟ อาฟริกาที่อากาศมันอุ่น กลับมาทีตัวก็ดำมันแผล็บกันเป็นแถว กลายเป็นว่าไอ้พวกผู้ดีมันจะสีแทนกันเว้ย แล้วในสมัยนั้นก็กลายเป็นโดดเด่นขึ้นมา ตั้งแต่นั้นเทรนด์ฝรั่งมันก็เปลี่ยนไปครับ ฮิตดำๆต่างหากครับที่เป็นสมัยนิยม
ส่วนพี่ไทยของเราเนี่ยก็ชอบขาวๆมานานแล้วครับ นางเอกวรรณคดีเรื่องไหนครับ(ยกเว้นแก้วหน้าม้า) ที่มันดำๆด่างๆ ชอบกันมากไอ้ที่มันขาวราวหยวกเนี่ย เมียขุนแผนแต่ละนางไปดูซิครับมันขาวๆเอ็กซ์ๆ แทบจะทุกนางไป เพราะอะไรครับ แหม... มันก็เหมียนจีนแหละครับ แม้ในปัจจุบันคนที่ผิวเข้ม ส่วนมากก็มักจะเป็นชาวไร่ชาวนา และกรรมาชีพทั้งหลาย หรือคนต่างจังหวัด เพื่อให้ดูเป็นผู้ดี๊ผู้ดีชาวกรุง เขาเลยต้องขาวไว้ก่อนไงครับ สัญชาติญาณ(ไม่ใช่สิ่งที่นึกคิดจริงแต่มันทำให้เขาชอบอย่างนั้น)ของผู้ชายมันก็มีอยู่ไม่มากแบบครับ คือ ชอบแบบที่เป็นของดีของสูง ขาวๆ สิครับ พวกนี้มีมาก สองชอบแบบที่เหมือนพวกตัวเอง ถ้าแขกก็ชอบแขกเหมือนกัน อันนี้ไท่เกี่ยวกับผิวเท่าไรนักถ้าเนียนก็ดี อีกพวกคือชอบที่ตัวเองไม่มีเช่นอาตี๋ ชอบสาวห้าวเข้ม พวกนี้มีไม่มาก ส่วนผู้หญิงโดยสัญชาติญาณก็ต้องอยากให้ตนดูดีมีราคา ก็ต้องขาวหรือเนียนไว้ก่อนนั่นเอง
รักนะ
เขมรดำ