เขมรดำ การเมือง กฎหมาย ชีวิต และคุณธรรม ขำขำ...

Friday, June 30, 2006

STRUGGLING IN THE MIDDLE

วันที่ 30 มิถุนายน 2549 ผมได้มีโอกาสอ่านคอลัมน์กาแฟดำ ของคุณสุทธิชัย หยุ่น จาก เว็บกรุงเทพธุรกิจ ว่า

"ผมไปฮานอยครั้งนี้มีโอกาสสัมภาษณ์รองนายกฯ ฟามเกียเคียม (ข่าวบอกว่าจะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคนต่อไป) ว่าเวียดนามกำลังจะ "แย่งกินอาหารเที่ยง" ของไทย (แปลว่ากำลังจะแย่งตลาดข้าวไทยไปต่อหน้าต่อตา) หรืออย่างไร?
คำตอบจากคนระดับนำของเวียดนามวันนี้ สะท้อนถึงความถ่อมตนแต่ขึงขัน พร้อมจะเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น
รองนายกฯ เคียมบอกผมว่า "อย่าใช้คำว่าเราแย่งกินข้าวคนไทยเลย ฟังดูแรงไป ความจริงเป็นการแข่งขันระหว่างกันด้วยกติกาสากลที่เป็นธรรมต่างหาก"
ว่าแล้วรองนายกฯ เวียดนามคนนี้ ก็กล่าวอย่างถ่อมเนื้อถ่อมตัวว่า เวียดนามยังเป็นประเทศยากจนกว่าไทยมากมายนัก รายได้ต่อหัวต่อปีของคนเวียดนามก็ยังอยู่ที่ประมาณ 600 กว่าดอลลาร์ ขณะที่ของไทยอยู่ที่ 2 พันดอลลาร์ต่อปี "เรายังล้าหลังประเทศไทยหลายขุม" คือคำปลอบใจที่เวียดนามให้กับไทย"


มันสะท้อนให้เห็นถึงการมองและวิเคราะห์ไทยอย่างคู่แข่งร่วมตลาด ทั้งยังมีนัยสำคัญให้พิจารณา

"เป็ด"ปักกิ่งน้อยอย่างไทย จะบินก็ปีกไม่กล้า ขาไม่แข็งพอหรือไร

ผมมองว่าไทยแลนด์นั้น "Struggling in the Middle" เพราะการพัฒนาอย่างไม่รอบด้านและไม่เป็นระบบ ภาวะของประเทศไทยนั้นถือว่ายังติดอยู่ระหว่างทาง ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรม จนลืมฐานสำคัญของการเกษตรที่เป็นสินค้าส่งออกหลัก

พื้นฐานการพัฒนาอย่างสากลจะให้ผลสำเร็จที่ดีที่สุดกับประเทศไทยโดยใช้แนวเศรษฐกิจพอเพียง(ไม่ใช่แนวยากจนอย่างที่พวกรัฐบาลและคนทำโฆษณาเข้าใจหรอกครับ) ลองตามดูครับ 2 บทความ

ประเทศพัฒนาแล้วนั้นจะเห็นว่าสินค้าเกษตรมีราคาแพงและจะส่งออกไม่มากหรือไม่กี่ประเภทเท่านั้น ซึ่งเป็นผลไม้เอกลักษณ์เฉพาะหรือโดดเด่น

เอาเรื่องราคาก่อน การที่ราคาสินค้าเกษตรของไทยพ่ายราคาเวียดนามนั้น ผมกลับมองว่าเป็นเรื่องแสนจะธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองรายได้ต่อหัวเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยนั้นลูกจ้างธรรมดาดาดดื่นยังคงมีรายได้ตามหลังค่าครองชีพพอสมควร สาเหตุของปัจจัยราคาก็อย่างที่ทราบกัน ไม่ต้องมองอย่างอื่น เล่นกันแบบง่ายๆที่สุด เอาแค่ด้านของคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการเกษตร มาตรฐานเงินที่ได้รับต้องพอให้ครองชีพ เป็นธรรมดาที่ราคาสินค้าทางการเกษตรต้องสูงพอCover Cost ที่สูงขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากภาวะของภาคอุตสาหกรรมให้เกิดกำไรมาเลี้ยงชีพหรือลูกจ้าง เป็นธรรมดาเมื่อทุกอย่างสูงขึ้น ราคาก็ต้องสูงขึ้น จุดขายด้านปริมาณและราคาย่อมมิอาจใช้ชูโรงได้อีกต่อไป

ทางออกง่ายๆอย่างที่ชาวบ้านคิดได้อาจเป็นทางออกที่ดีหากยังแข่งขันไปตามสภาพเดิมๆ เช่น ควบคุมต้นทุนการเกษตร และค่าครองชีพ นั่นหมายถึงการควบคุมราคาสินค้าอุปโภค บริโภค และภาคการผลิตแทบทั้งหมด ผมขอถามว่าทำได้หรือไม่ คำตอบของคุณสมคิดผมไม่ทราบ แต่สำหรับผมยาก... ถึงทำได้ก็ไม่เต็มที่ คุณคิดว่ารับบาลไทยจะสามารถจัดการกับภาวะราคาของสินค้าปัจจัยและวัตถุดิบภายนอกประเทศ และความเห็นแก่ประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจได้อย่างไร มันอิงๆกันอยู่ของรู้กัน

ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะหาสิ่งใดมาทดแทนส่วนเพิ่มของราคา คำตอบง่ายๆในหัวของทุกคนก็คือคุณภาพ เอาล่ะ! คุณภาพ โอเค เรามีนักวิชาการเกษตรที่รู้แน่นอน อยู่ที่ความมุ่งมั่นจริงจังที่ปราศจากการกินโต๊ะ แต่เราก็รู้มานานแล้วนี่ แล้วทำไมทำไม่ได้ อันนี้เป็นปัญหาของภาครัฐโดยแท้ มีอะไรอีกล่ะ อ้า... เมื่อมีคุณภาพคนซื้อเขารู้ไหม ทำอย่างไรเรื่องความ Well known ด้านคุณภาพและแพ็คเกจจิง การเปิดตลาดสำหรับสินค้า อืมม์ อย่าติดกับพวกมหาอำนาจนักเลย ของกินถ้ามีคนกินก็ขายได้ เช่น อาฟริกา เป็นไงบ้าง นอกจากนี้ผมขอเสริมเรื่องกลไกราคาภายในประเทศด้วย การจัดแบ่งโซนนิ่งเกษตรกรรมและควบคุมประเภท-ปริมาณให้สมดุลย์ ทั้งให้มีการขายทั้งสินค้าแบบธรรมดาสำหรับแบบเน้นปริมาณและแบบพรีเมียมสำหรับตลาดเน้นคุณภาพ

สิ่งเหล่านี้จะต้องพัฒนาไปทีเดียวพร้อมกันทั้งระบบ มิฉะนั้นก็ล้มเหลวอีกเช่นเคย

เรื่องต่อมา ส่งออกสินค้าที่โดดเด่น

ข้อนี้จะทำได้ถ้าเราพัฒนาคุณภาพในข้อก่อนและมีการจัดระบบเกษตรกรรม และรับซื้อผลผลิตทางเกษตรอย่างมีคุณภาพ
การผลิตต้องมีสองด้าน
  1. ผลิตสินค้าที่เรากินให้พอกินในประเทศเรา
  2. ผลิตสินค้าที่จะส่งออก"ตามชนิด"ให้เหมาะสมกับตลาดโลก

ทั้งสองด้านต้องดูร่วมกันไปเพราะข้าวนั้นเราทั้งกินและส่งออก

คราวหน้าผมจะลงในรายละเอียดการพัฒนาทั้งระบบ ในบทความที่ชื่อว่า STABILIZED IN THE MIDDLE

Monday, January 09, 2006

ทัศนคติอันไม่น่ารื่นรมณ์

วันหนึ่งผมไปอ่าน postที่ http://host212.hunsa.com/we_webboard/webboard/board_view.php?id=490127&page=1&forum_id=15

คุณพายุ ได้post ไว้ว่า
หัวข้อ : เมืองไทยมีคำที่น่าเบื่ออยู่ 2 คำ
1. สิ่งศักดิ์สิทธิ ( คำนี้เหมาะสำหรับคนไอคิวต่ำ)
2. จงรักภักดี ( คำนี้น่าจะใช้กับสัตว์เท่านั้น)

หลังจากนั้นดูเหมือนจะมีคนเห็นด้วยเหมือนกับครับ เช่น

เห็นด้วย แล้วเมืองไทยนี่มีอะไรตลกๆเศร้าอยู่มาก อย่างเช่น คนโง่มากๆ แต่ได้รับ
ปริญญาทุกปี
เห็นด้วย
และ d..ว่างันแหละ...ฮาๆๆ

ต่อมามีคนบอกว่าเป็นกลางให้ความเห็นว่า
ด้วยใจเป็นกลาง
1. ความกลัว ทำให้พยายามหาทางออก ถ้าไปทางสิ่งศักดิ์สิทธก็เรียกกันว่า งมงาย เป็นการหลงอย่างหนึ่ง
2. จงรักภักดี ต่อสิ่งใด...... ถ้ายึดถืออยากได้อยากมีสิ่งใด ก็มีใจจงรักภักดีต่อสิ่งนั้น
ความน่าเบื่อล่ะ พิจารณาว่าเป็นอะไร ???????????????????????
..............................................................................ไตร่ตรองดู อาจจะรู้


ผมคิดว่า ถ้าพิจารณาดูก็อาจจะจริง แต่ผมว่ามันอยู่ในคำนิยามของสิ่งศักดิ์สิทธิ มากกว่า และความจงรักภักดี จะกินความไปถึง กตัญญูรู้คุณหรือไม่

ทั้งนี้ผมไม่ชอบการหมิ่นของสูงของผู้อื่นและไม่รู้คุณคนอย่างมาก ผมเลยแสดงความเห็นว่า

"คุณนับถือศาสนาอะไร
พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ พระธาตุ
พระเยซู พระแม่มารี พระยะโฮวา
ท่านนบีมูฮัมหมัด และพระอัลลอฮ์
พระพรหม พระศิวะ พระวิศนุ พระแม่อุมา
ท่านคงเหยียบย่ำคาฝ่าตีนมาแล้วเพราะท่านฉลาดไอคิว สูงไม่มีใครเทียบประหนึ่งยอดเขาสูงตระหง่านค้างฟ้า
สิ่งที่ผู้อื่นนับถือศาสดาที่มีวัตรปฏิบัติงามเผยแพร่คำสอนนำความสงบสุขมาสู่สังคมให้ผู้คนรู้จักศีลธรรม คงเป็นเพียงใต้ละอองฝ่าเท้าของท่านสินะ
แม่และน้องสาวท่านคงโดนข่มขืนทุกวันและท่านก็คงเป็นทาสแรงงานแก่ศัตรูถ้าไม่มีธรรมอยู่บนโลกเป็นที่ยึดเหนี่ยวใจ
ส่วนความจงรักภักดี ผมถามว่า ถ้าเสนาอำมาตย์ใหญ่มีอำนาจไปทั่วฟ้า แลจะทำศึกยึดแผ่นดินล้มล้างกษัตริย์ เพื่อความอยู่รอดของท่าน ท่านคงแนะให้กษัตริย์ยอมจำนน จะได้อยู่ในราชการต่อ และปล่อยให้กษัตริย์ท่าน ผู้ที่ให้เบี้ยหวัดบำนาญ ให้โอกาส ให้ที่นา ที่อยู่อาศัย เมตตาปรานีครอบครัวท่าน ไว้ใจท่านให้บริหารงาน รักและเอ็นดูท่าน ถูกเนรเทศหรือฆ่าล้างโคตรก็ช่างมันใช่ไหม
คุณคงดีใจนะที่เอาแค่ตัวเองรอดก็พอแล้ว มีคนอย่างคุณมากๆ ดีหรอกคนกรุงได้เล่นน้ำทะเลทุกวันเลย เพราะแผ่นดินมันโน้มลงไปสู่ทะเลมากเป็นพิเศษ"

กลายเป็นว่าคำ post ของผมสร้างความตื่นตัวทางคุณธรรมได้ในระดับหนึ่ง เช่น

คุณ pytda: เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 9 ค่ะ
และ
คุณณัฐกานต์ : เออจ้ะ.. ความคิดที่ 9 ดีสุด. คนคิดหัวข้อห่วยแตก ไม่มีปัญญาคิดทบทวน. ดีแต่จะหาหัวข้อที่มันแปลกแหวกแนว. คำที่น่าเบื่อ หรือคนที่น่าเบื่อ คือ คุณนั่นแหละ คนตั้งกระทู้. **********ฟายเอ้ย .. โง่แล้วอวด clever ควา-ย จริง ๆ สมน้ำหน้า .. พระเจ้าลงโทษ ไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์มั้ง หรืออ่านไม่ออก ว่าวัฏจักรชีวิตมันเป็นยังไง ถ้าไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือธรรมะ ระงับไว้บ้าง... โธ่เอ้ย คงเป็นเพื่อนสนิทกับ อธรรม ละซิท่า.. แล้วอีกพวก เชื่อจังอ่ะ **********ก๊อปปี้ คู่แท้ เนี๊ยะ เฮ้อ.... ก็ดีนะ ดีกว่าไม่มีไรทำอ่ะ ก๊อปเหอะ ถ้าไม่ใช่ CD อ่ะ ก๊อปเลย ตามบาย

ผมขอขอบคุณทั้งสองท่านในการเสนอความเห็นเชิงสนับสนุนสิ่งดีงามครับ

อย่างไรก็ดีความคิดบางส่วนของผมตอนนี้ไปพ้องกับคนบางคนในบอร์ด เช่น
คุณสมองมีไว้คิด: ...ไม่รู้จักคิด ชีวิตก็ไม่แตกต่าง

เมืองไทยมีแนวโน้มของภาวะตามกระแส ไปตามสังคม และขาดภาวะผู้นำ แต่เมื่อใดที่มีการริเริ่มและกระตุ้นความคิด ความงดงามในจิตใจของคนไทยจะฟูขึ้นมาทันตา แม้อาจจะเกิดจากภาวะตามกระแส แต่นับว่ายังดีที่ได้ทราบว่าคนจำนวนมากในสังคมยังมีพื้นฐานจิตใจที่งดงาม แม้บางทัศนคติที่เกิดขึ้นตามสมัยจะไม่น่ารื่นรมณ์เสียเลยก็ตามที

เราจะงดงามจากภายในสู่ภายนอก น่านับถือและน่าเอ็นดูอยู่ใกล้ หากมีธรรมประจำใจและกตัญญูรู้คุณครับ 2 สิ่งนี้คือปัจจัยแห่งความสำเร็จในชีวิต

Monday, November 21, 2005

การล่มสลายของพฤติกรรมฮั้ว (Cartel Behavior) ค้าปลีกน้ำมันในไทย

ในช่วงระยะเวลายาวนานนับสิบปีผ่านมาทุกท่านที่ใช้พาหนะขับเคลื่อนด้วยสารปิโตรเคมีอย่างน้ำมันคงจะทราบกันดีถึงราคาน้ำมันที่ไม่ว่าไปสถานีน้ำมันใดก็สามารถวางใจได้ว่าราคาไม่ต่างกันแม้จะคนละยี่ห้อก็ตาม ตลาดค้าปลีกน้ำมันในไทยนั้นต่างร่วมใจกันค้าน้ำมันตามราคามาตรฐาน การปรับราคาก็มักจะปรับขึ้นหรือลงไปพร้อมกันทำให้แทบไม่เกิดการแข่งขันใดๆแบบIntra brand หรือภายในยี่ห้อเดียวกัน เช่น ปั้มเชลล์หากไม่ตั้งอยู่ใกล้กันมากเกินไปก็จะไม่เกิดการแข่งขันแม้จะมีเจ้าของปั้มคนละคนกัน จะมีก็แต่แบบ Inter Brand คือระหว่างยี่ห้อด้วยที่ตั้ง ภาพลักษณ์ และการบริการแต่ไม่มีการแข่งขันทางด้านราคา ทำให้ผู้บริโภคหลายท่านรู้สึกว่าเข้าปั้มไหนก็ไม่ต่างกันนักและปั้มน้ำมันทั้งหลายก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสุขสบายแม้จะห่างกันเพียง 1 คูหากั้นก็ตาม แม้จะมีหลายยี่ห้อแต่ก็ไม่อาจถือได้ว่าผู้บริโภคมีทางเลือกมากนักเพราะตลาดปราศจากความหลากหลายทางด้านราคาและผู้บริโภคเองก็จำต้องยอมรับเอาราคานั้น

พฤติกรรมดังกล่าวในต่างประเทศโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้นถือว่าเป็นพฤติกรรมต้องห้ามตามกฎหมายป้องกันการผูกขาด Antitrust Law เพราะเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า Cartel หรือฮั้วนั่นเอง ในสหรัฐพฤติกรรมดังกล่าวถูกห้ามโดยเด็ดขาดด้วยหลักความรับผิดเด็ดขาดหรือ Per se Rule กล่าวคือหากสามารถแสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีการกระทำอันเข้าลักษณะดังกล่าวแล้วย่อมถือว่ามีความผิดทันทีโดยไม่อาจนำสืบเหตุเพื่อแก้ต่างได้ เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยเสรีอย่างร้ายแรงและจะไม่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถแสวงหาสินค้าที่ราคาเหมาะสมที่สุดได้ ผู้ร่วมในการทำ Cartel ก็จะกอบโกยกำไรกันไปถ้วนหน้า แต่ทั้งนี้การทำ Cartel นั้นกลับมีจุดอ่อนอย่างมากกล่าวคือหากมีผู้ใดหักหลังผู้นั้นจะสามารถแย่งลูกค้าจากผู้ร่วมกระทำการรายอื่นได้อย่าง่ายดายและผลตอบแทนก็น่าสนใจกว่าการรวมตัวกันด้วย เพราะเหตุนี้การตกลงทำ Cartel จึงมีความเสี่ยงอย่างยิ่งทั้งทางกฎหมายและความเชื่อใจกันในกลุ่ม

หลายท่านอาจตั้งคำถามว่าหากเป็นเช่นนั้นแล้วเหตุใดการฮั้วน้ำมันถึงยังคงอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนก็ต้องบอกว่าธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในไทยมีปัจจัยต่างจากการค้าปลีกสินค้าอื่นๆ กล่าวคือลักษณะปั้มน้ำมันบ้านเรานั้นมีจำนวนมากและตั้งกันถี่มาก จนทุกยี่ห้อมีความเสี่ยงสูงหากปล่อยให้มีการแข่งขันทางราคาทุกยี่ห้อจะได้รับความเสียหายอย่างมาก อีกทั้งการฮั้วนั้นมีมาตั้งแต่กระบวนการก่อนถึงสถานีค้าปลีกน้ำมัน กล่าวคือ ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันราคาที่นำเข้าจึงไม่ต่างกันเพราะส่วนมากอาศัยราคาอิงตลาดสิงคโปร์หรือตลาดอื่น ผู้นำเข้าน้ำมันมีน้อยราย โรงกลั่นมีน้อยรายและส่วนมากถือหุ้นโดยบุคคลกลุ่มเดียวกัน (แม้Nomineeจะคนละคน) ราคาค่าการกลั่นจึงใกล้เคียงกันมาก เมื่อมาน้ำมันมาถึงแต่ละบริษัทก็เกิดการฮั้วราคากันเพื่อป้องกันการเกิดสงครามราคา หรือ Price War แล้วเอากำไรมาแข่งขันด้านการโฆษณาสร้าง Image ต่างๆ เพราะสงครามราคาที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทุกบริษัทแล้วทั้งบริษัทที่ shallow pocket และ deep pocket ต่างก็มีความเสี่ยงเพราะการแข่งขันไม่ได้แข่งเชิงคุณภาพ แต่แข่งที่ลักษณะของสถานีค้าปลีกในแต่ละทำเลพร้อมกับ Image ของยี่ห้อ อีกทั้งในลำดับต่อมายังมีการกำหนดราคาขายหรือ Price Restrictionด้วย จึงเป็นการที่ฮั้วกันทั้งแนวดิ่ง (Vertical) และแนวราบ (Horizontal) จึงจะเกิดเพียงการแข่งขันเชิงราคาด้วยของแถมเท่านั้น เมื่อระบบมาเช่นนี้โอกาสการแข่งขันทางราคาจึงมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือความอ่อนแอของกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยที่ถึงแม้มีพระราชบัญญัติมาคุ้มครองแต่ไม่มีผู้ใดนำมาใช้เพราะคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้านั้นขึ้นอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ จึงมักถูกปิดกั้นโดยกลุ่มธุรกิจที่อิงอำนาจการเมือง และผู้บริโภคของเรานั้นอ่อนแอและไม่ตื่นตัวเท่าที่ควรทั้งยังขาดแคลนความรู้ทางด้านกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอีกด้วย

แต่เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 เกิดอุบัติการณ์อย่างหนึ่งขึ้นมา กล่าวคือ ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ป.ต.ท. ลดราคาค้าปลีกน้ำมันลงแต่ผู้เดียว(ไม่ทราบว่าเกี่ยวกับการสร้างภาพการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือไม่) ต่อมาผู้ค้ารายอื่นก็พร้อมใจปรับราคาลงในวันถัดมา และปั้มบางจาก ปรับราคาลงเช่นกันโดยลดราคาเบนซิน แก๊ซโซฮอลล์ 91 ลงเป็นพิเศษเพื่อดึงกลุ่มรถญี่ปุ่น ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ในตลาดให้หันมาเติม แก๊ซโซฮอลล์ 91 ที่มีอยู่แต่ที่บางจากเจ้าเดียว แม้จะบอกว่าเพื่อชาติและสิ่งแวดล้อมแต่แท้จริงแล้วย่อมมีการแฝงนัยทางการค้า ข่าวนี้ไม่เพียงเป็นข่าวดีแค่ราคาน้ำมันปัจจุบัน แต่เป็นการบ่งบอกถึงภาวะการแข่งขันค้าปลีกน้ำมันที่ตึงเครียดมากขึ้นในยุคเศรษฐกิจน้ำมันแพงและอาจเกิดการแข่งขันทางราคาระหว่างยี่ห้อ (Inter brand) ในที่สุด หากเกิดภาวะดังกล่าวขึ้นราคาน้ำมันในตลาดค้าปลีกย่อมจะลดลงจนถึงขีดที่ได้กำไรต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ผลประโยชน์จากภาวะการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นผลดีต่อผู้บริโภค

แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากการแข่งขันดังกล่าวย่อมก่อความเสียหายแก่กลุ่มผู้ค้าปลีกน้ำมันอย่างรุนแรงจนอาจต้องปิดตัวลงจึงมีความเป็นไปได้ว่าภาวะสงครามราคาอาจจะไม่ดำเนินไปจนถึงที่สุดแต่จะลดลงจนอยู่ในระดับที่พอรับได้เท่านั้น จากนั้นจึงอาจเข้าสู่วัฐจักรเดิมๆ เว้นแต่ น้ำมันบางยี่ห้อจะสามารถหา แหล่งน้ำมันสำเร็จรูปใหม่ที่มีราคาถูกกว่าได้นอกจาก ป.ต.ท. ไทยออยล์ และโรงกลั่นภายในประเทศอื่นๆซึ่งต่างก็มีพฤติกรรมในลักษณะ Cartel ค่ากลั่น แต่ทั้งนี้กำแพงภาษีและค่าขนส่งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

ท้ายนี้ผู้เขียนเห็นว่าการลดราคาขายปลีกน้ำมันเฉพาะอย่าง เฉพาะยี่ห้อนั้นเป็นอาณัติสัญญาณที่ดี ถึงอนาคตการแข่งขันทางราคาค้าปลีกน้ำมันที่ผู้บริโภคจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์มีทางเลือกทางราคามากขึ้น กว่าภาวะฮั้วราคาขายอย่างปัจจุบัน

Tuesday, November 15, 2005

ตำนานขาว เอ็กซ์... ใครว่าสมัยนิยม

สมัยนี้โฆษณาสมัยนี้มีอะไรก็เน้นความขาวแถมยังแซวคนมีผิวสีเข้มประหนึ่งว่าจะเหยียดผิวซะงั้น ทุกท่านคงจะคิดว่าความขาวเป็นสมัยนิยม ไม่รู้จะเห่ออะไรกันผิวเข้มทรงโตโอ้โฮ...เซ้ก...ซี่... ทามมายไม่สนใจ แต่จริงๆแล้วลัทธินิยมความขาว(ผมว่ามันลัทธินะเพราะนิยมกันอย่างคล้องจองมานานแถมยังยังเหยียดอะไรดำๆอีก) มันมีมานานแสนนานกาเลแล้วครับ
เมื่อวันก่อนผมไปพบวลีจีนวลีหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ ทำให้ผมนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ วลีดังกล่าวว่าไว้ว่า “เพียงแค่มีความขาวก็กลบเอาความอัปลักษณ์ทั้งหลายลงสิ้น” มันมีจริงๆนะครับวลีนี้ นอนยันแบบคอนเฟิร์มชัวร์เลย นี่แสดงว่าจีนโบราณนั้นก็เน้นขาว สวย หมวย เอ็กซ์ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะอะไร ก็ต้องย้อนไปดูถึงอดีต ท่านที่เป็นชาวจีนโบราณคงรู้จักประเพณีที่เรียกว่าการ “มัดเท้า” การมัดเท้าจะทำให้เท้างอเล็กไม่ใหญ่ไม่บาน (อย่างอื่นใหญ่หรือเปล่าไม่ทราบ) เนื่องจากคนที่ลำบากเดินมาก ทำงานหนัก เท้าจะใหญ่และบานดังนั้นการที่เท้าเล็กจึงสื่อให้เห็นว่าเป็นลูกผู้ดี ในอดีตลูกหัวหน้าเผ่าที่มีอำนาจมักไม่ค่อยทำงานหนักหรือโดนแดด ตัวก็จะขาว เท้าก็จะเล็ก นัยเดียวกันครับ คนเรามักปราถนาคนที่ดูสะอาดสะอ้าน ของใหม่ และแน่นอนของดีที่ช่วยยกภาวะของตน(ทำไมคุณอยากใส่โรเล็กซ์หรือปาเต็กฟิลลิปป์ คงไม่ใช่เพราะมันเดินตรงกว่าไซโก้กระมังครับ) ความคิดและวิสัยดังกล่าวมันส่งผ่านและตกทอดมาเหมือนลำดับในฝูงสัตว์แหละครับ(เราก็เป็นสัตว์โลกอย่างหนึ่ง) กลับมาเรื่องเดิมดีกว่า ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ยุคโบร้านโบราณบานฉ่ำของจีนเค้าสาวๆขาวอวบก็ยังฮิตฮอตไม่ใช่เล่น
มีคนทักผมว่าแล้วเหตุใดคนฝรั่งมันถึงชอบไอ้ที่ว่าดำดีสีไม่ตกล่ะขรั่บ อันนี้เนี่ยผมต้องขอประทานกราบเรียนทุกท่านไว้ก่อนว่า สมัยโบร่ำ เรอเนซองส์ เนี่ยเขาก็ไม่เอากันหรอกนะฮะไอ้ที่ดำๆแดงๆ (ผิวตัวผู้หญิงนะครับไม่ใช่สีอวัยวะบางส่วน อิ อิ) มันเป็นสัญลักษณ์ของชาวนาครับ ทำงานตากแดดกรำฝน ฮึ้ย... ไม่รัญจวญชวนฝันเอาซ้าเล้ย จนถึงขนาดว่าเพื่อไม่ให้ตัวดูเหมือนไพร่หรือทาส พวกผู้ดีตีนแดงต่างก็นิยมใช้ ไวท์เทนนิงโลชั่นกันอย่างแรงเลยทีเดียวล่ะ แอ่ะ! ชักเหมือนยุคเราใช่ม้า... มันใช้กันจริงๆ ถึงขนาดเข้าไประบาดถึงในวังของราชวงศ์อังกฤษเลยทีเดียว ซึ่งช่างแต่งหน้าและหมอยาในวังต่างก็แนะนำให้พระนางวิคตอเรียใช้สารบิวด์ขาวอย่างหนึ่งเพื่อให้ดูซีดขาวเผือดเลือดหายจาง(แต่ทำไมไม่หายหน้าเลือดขูดรีด) นั่นคือ สารปรอท ครับ ไม่ผิดแน่นอนครับ สารปรอท มันทำให้ดูขาวซีดยังกะศพไม่มีเลือดเลย พิสูจน์ได้จากการที่ครีมไวท์เทนนิ่งราคาถูกขายตามงานวัดของบ้านเรามักมีการผสมสารปรอทเพื่อเร่งขาว จนกระทรวงสาธารณสุขออกมากวดขันไงครับ ยิ่งใช้ยิ่งขาว เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้ดี และมันก็จะดูดีดึง(ให้มา)ดูดผู้ชายไงครับ
ต่อมาประเทศของไอ้ฝรั่งมังค่ามันเริ่มพัฒนามีการทำงานออฟฟิศนั่งโต๊ะกันทั่วไป พวกมนุษย์เงินเดือนแม้จะมีเงินและไม่ใช่กรรมาชีพแต่ก็มีมากและไอ้พวกเนี้ยมันไม่เจอแดดมันก็ขาวหนักเลยซิครับ จั๊กกะแร้ไฟฉายกันทุกคน มันเกร่อ กลายเป็นว่าพวกไพร่เนี่ยมันขาว พวกคนรวยหรือลูกผู้ดีมีกะตังค์ ก็มักจะหนีหนาวไปเที่ยวทะเล ฮาวาย เกาะมัลดีฟ อาฟริกาที่อากาศมันอุ่น กลับมาทีตัวก็ดำมันแผล็บกันเป็นแถว กลายเป็นว่าไอ้พวกผู้ดีมันจะสีแทนกันเว้ย แล้วในสมัยนั้นก็กลายเป็นโดดเด่นขึ้นมา ตั้งแต่นั้นเทรนด์ฝรั่งมันก็เปลี่ยนไปครับ ฮิตดำๆต่างหากครับที่เป็นสมัยนิยม
ส่วนพี่ไทยของเราเนี่ยก็ชอบขาวๆมานานแล้วครับ นางเอกวรรณคดีเรื่องไหนครับ(ยกเว้นแก้วหน้าม้า) ที่มันดำๆด่างๆ ชอบกันมากไอ้ที่มันขาวราวหยวกเนี่ย เมียขุนแผนแต่ละนางไปดูซิครับมันขาวๆเอ็กซ์ๆ แทบจะทุกนางไป เพราะอะไรครับ แหม... มันก็เหมียนจีนแหละครับ แม้ในปัจจุบันคนที่ผิวเข้ม ส่วนมากก็มักจะเป็นชาวไร่ชาวนา และกรรมาชีพทั้งหลาย หรือคนต่างจังหวัด เพื่อให้ดูเป็นผู้ดี๊ผู้ดีชาวกรุง เขาเลยต้องขาวไว้ก่อนไงครับ สัญชาติญาณ(ไม่ใช่สิ่งที่นึกคิดจริงแต่มันทำให้เขาชอบอย่างนั้น)ของผู้ชายมันก็มีอยู่ไม่มากแบบครับ คือ ชอบแบบที่เป็นของดีของสูง ขาวๆ สิครับ พวกนี้มีมาก สองชอบแบบที่เหมือนพวกตัวเอง ถ้าแขกก็ชอบแขกเหมือนกัน อันนี้ไท่เกี่ยวกับผิวเท่าไรนักถ้าเนียนก็ดี อีกพวกคือชอบที่ตัวเองไม่มีเช่นอาตี๋ ชอบสาวห้าวเข้ม พวกนี้มีไม่มาก ส่วนผู้หญิงโดยสัญชาติญาณก็ต้องอยากให้ตนดูดีมีราคา ก็ต้องขาวหรือเนียนไว้ก่อนนั่นเอง
รักนะ
เขมรดำ

Wednesday, October 26, 2005

สามก๊กฉบับพิศวงงงงวย: โจษิณ-เล่าธิ ตอนที่ 1


ข้อเขียนนี้ถูกเขียนเพื่อความบันเทิงมิได้นำพามาซึ่งสาระอันใด และมิใช่ความจริง แม้อาจมีความสัมพันธ์กับข่าวสารทางหนังสือพิมพ์บ้างแต่มิใช่ความอันถูกต้องแท้จริงแต่อย่างใด ผู้เขียนมิได้อาจเอื้อมอ้างถึงสถาบันกษัตริย์ใดที่ยังทรงชนม์อยู่หรือวายชนม์แล้วทั้งอดีตและปัจจุบัน และไม่ปรารถนาให้ผู้อ่านตีความเปรียบกับบุคคลที่มีอยู่จริงแต่อย่างใดมีเพียงการกระทำบางส่วนเท่านั้นที่ยกมาตั้งเรื่องให้เกิดความสนุกสนาน บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงและผู้เขียนไม่มีเงินจำนวน 500,000,001 บาท
ตอนที่ 1
นับจากวันวานที่ยังหวานชื่น จนถึงวันคืนที่ไร้แผ่นดิน ... ขุนศึกธิ เล่าธิที่ผู้คนกล่าวขวัญถึงความซื่อสัตย์ และภักดีต่อ องค์กษัตริยราชเจ้า ฮ่องเต้เหียบ ผู้ครองฟ้าแลแผ่นดิน กำลังนั่งอย่างลำพองใจในความสำเร็จของตน ที่ได้ขึ้นครองแผ่นดินชีจิ๋ว หลังจากต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายนับแต่ร่วมกับสหายรัก ซึ่งรักกันดุจพี่น้องชูธงอิสระของตนขึ้นมา พลันเล่าธิตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินข่าวกำลังทหารของ ลิบิบ (LuBibf) เข้ามาใกล้เมืองแลได้ส่งสาสน์ชี้ชวนให้ช่วยรับตนเข้าไปในเมืองชีจิ๋ว หลังจากมีสงครามกันประปราย ระหว่างโจษิณ (CaoXin เฉาสิ้น) ผู้ครองมณฑล อิจิ๋ว (เมืองชินลิว) ที่ได้ทำการเก็งกำลังทหารแลปล่อยกำลังได้ถูกจังหวะเวลา
เล่าธิเห็นการณ์ดั่งว่านั้นจริง จึงคิดอุบายรับเอาทัพของลิบิบ เข้ามาพักไว้ในเมืองเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของชีจิ๋วมิให้น้อยหน้าผู้ใด และสร้างเสริมกำลังคานอำนาจกับกลุ่มอื่นในบริเวณใกล้เคียงที่มีการขัดแย้งแลแข่งขันกันอย่างรุนแรง คิดได้ดั่งนั้นจึงได้ปุจฉากับสหายแลที่ปรึกษาทั้งปวงถึงการรับเอาแม่ทัพลิเข้ามาในเมือง สหายรักท่านหนึ่งจึงได้ทัดทานว่า “การอันท่านออกอุบายนั้นมีอันตรายยิ่งต่อเมืองแห่งเรา อันเนื่องมาจากกำลังของลิบิบนั้นรวบรวมมาอย่างละเมิดธรรมเนียมอันดี กล่าวคือ แต่เบื้องหนหลังนั้นอันผู้ใดจะกะเกณฑ์เอากำลังทหารข้ามเมืองมาร่วมทัพเกินกว่าสัดส่วนอันพองามนั้นมิได้ แต่ลิบิบผู้นี้ก็ได้ทำลายธรรมเนียมปฏิบัติอันดีที่มีมาแต่เดิมเสียสิ้น แลกองทัพร้อยพ่อพันแม่เช่นนี้ จะกะการน้ำใจอันแน่นอนได้ฤาก็หาไม่ เช่นนี้แล้วหากอัตราส่วนแห่งกำลังทหารของเราลดลงเหลือน้อยจำนวนของลิบิบเมื่อไรเราอาจต้องเสียเมือง อีกทั้ง ขณะนี้กองกำลังของทางการที่จะพอช่วยเหลือเราได้ก็น้อยเต็มที หากเมืองหลวงและเมืองรอบข้างถูกโจมตีพร้อมกันเห็นทีเราจะรักษาเมืองไว้ได้ยากแล้ว” แต่กระนั้นเล่าธิก็ยังตั้งใจว่าจะรับกำลังของลิบิบเข้ามาในเมืองอย่างสมเกียรติ จึงได้ออกไปรับทัพของลิบิบแลมอบหมายให้ดูแลเมืองเสียวพ่ายซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านโดยหวังใช้เป็นกำลังป้องกันภัยคุกคามจากทัพภายนอก
หลังจากลิบิบเข้ามาอยู่ที่เสียวพ่ายไม่นาน เล่าธิก็มีความจำเป็นต้องลงทัพไปต่อศึกกับขุนนางตระกูลอ้วนผู้น้อง อ้วนอิม (YuanImf) จำเป็นต้องอาศัยกำลังจำนวนมาก เล่าธิจึงนำกำลังส่วนมากลงทัพไปทำศึก เมื่อชีจิ๋วว่างอยู่ลิบิบที่กลับกลายมีกำลังเข้มแข็งกว่าเดิมเกือบเท่าตัวเนื่องจากการสนับสนุนของอ้วนอิม แล อิจอร์จ (YiGeorge) แม่ทัพใหญ่ของอ้วนอิม จึงรุกเข้าโจมตีโดยฉับพลัน สหายรักเตียวที่คุมเมืองแทนเล่าธิอยู่จึงเข้าต่อตีเป็นสามารถ ทว่าก็มิอาจต้านทานลีลารบอันแสนฉกาจฉกรรจ์ของลิบิบแลด้วยกำลังที่ต่างกันมากอาจเป็นแสนเป็นล้าน แผ่นดินของเล่าธิจึงล่มในที่สุด แลเล่าธิต้องสูญเสียไปซึ่งทรัพย์ศฤงคารทั้งปวง